怪-ayakashi-

posted on 17 Jan 2007 17:08 by tomeko  in Review

ช่วงนี้แทบไม่ได้เขียนเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเซย่าเลย อาจจะผิดเป้าหมายไปซักนิด แต่ก็ยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยค่ะ ประกอบกับไม่รู้ว่าคอมของข้าพเจ้าเป็นอะไร เวลา log-in เข้า blog ของตัวเองมักจะเข้าไม่ได้ต้อง log-in ใหม่อยู่หลายครั้ง แม้แต่บางที่ที่เมื่อก่อนเข้าได้โดยไม่มีปัญหาอะไรแท้ ๆ อย่างบอร์ด thaisaintseiya นี้ตอนนี้ log-in ไม่ได้เลยค่ะ เลยเขียนคอมเม้นท์ไม่ได้เลย (T -T) แต่คิดว่าปัญหาอยู่ที่เรื่อง cookies นะ จะลองไปถามคนรู้จักดูเผื่อแก้ได้ (แม้แต่เอนทรี่นี้ log-in อยู่นานมากค่ะ กว่าจะเขียนได้)

มาเข้าเรื่องกัน

Ayakashi - Japanese classic Horror Story -
Toei

รุ่นพี่เขาให้ยืมมาดูค่ะ พูดตามตรงข้าพเจ้าเป็นคนไม่ชอบดูหนังผี แต่ถ้าเป็นการ์ตูนยังพอไหวและเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องผีแบบคลาสสิก (เขาเขียนอธิบายว่าอย่างนั้นน่ะนะ)
เรื่องนี้แบ่งออกเป็นสามตอนค่ะ แต่ละตอนสต๊าฟจะเป็นคนละทีมกัน ดังนั้นทั้งการดีไซน์ตัวละคร เส้น บรรยากาศเรื่อง แนวเรื่องจะเป็นคนละเรื่องไปเลย
สามตอนที่ว่านี้ก็ได้แ Yotsuya Kaidan, Tenshu Monogatari, Bakeneko โดยเฉพาะ ตอนสุดท้าย Bakeneko นี่เป็นตอนที่ดีที่สุดและได้รับคำชมมากที่สุดในสามตอน (ดูจากยอดขาย DVD แล้วมันก็ออกมาอย่างนั้นน่ะนะ)

Yotsuya Kaidan
เรื่องนี้เป็นเรื่องผีจริง ๆ ค่ะถ้าเทียบกับเรื่องอื่นแล้ว ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องที่มีการเล่าในความเป็นจริง ๆ ด้วย (ข้าพเจ้าไม่ถนัดเรื่องผี ๆ เท่าไหร่อ่ะนะ) เป็นเรื่องแบบผีญี่ปุ่นน่ะแหล่ะ และดูเหมือนว่าเขาจะทำตามเนื้อเรื่องจริง ๆโดยที่แทบจะไม่เปลี่ยนเลยคือเป็นเรื่องของผีสาวที่ชื่อโออิวะ ที่ถูกสามีของตนหักหลัง และตายลงกลายเป็นผีมาเพื่อแก้แค้น ตอนนี้เท่าที่ดู ผู้ที่ดีไซน์ตัวละครคืออาจารย์อามาโนะ โยชิทากะ ตามความเห็นนะ ตอนเป็นเส้นดินสอของอาจารย์ก็สวยอยู่หรอก แต่พอเป็นอนิเมแล้วมัน หน้าตาคนมันน่ากลัวยังไม่รู้สิ (หางตาชี้ขึ้นทุกคนเลย เหมือนละครคาบูกิอ่ะค่ะ)

Tenshu Monogatari
เอ...ตอนดูครั้งแรกก็ปรับไม่ทันหรอกนะ เพราะตอน Yotsuya Kaidan นี้มันออกมาเป็นในลักษณะเล่าเรื่องผีจริง ๆ แต่พอมาตอนนี้แล้วมันกลายเป็นเรื่องรักไปนะคะ เป็นเรื่องความรักระหว่างชายหนุ่มที่เป็นมนุษย์กับองค์หญิงที่ไม่ได้เป็นเทพ (Wasure-kami) แต่เป็นเทพที่กินมนุษย์เป็นอาหาร เรื่องมันก็ออกแนวแบบคลาสสิก คือเดาออกหมดเลยทั้งเรื่อง ซึ่งดูเหมือนว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเนื้อเรื่องไปเยอะเหมือนกัน แต่เรื่องนี้ที่พิเศษหน่อยสำหรับข้าพเจ้าก็คือ องค์หญิงโทมิฮิเมะนี่ ดูแล้วนึกถึงทั่นมูยังไงก็ไม่รู้แฮะ เพราะคิ้วมั่ง แล้วก็เปิดหน้าผาก กะผมก็ออกสีโทนม่วงด้วย

Bakeneko
เรื่องนี้เป็นออริจินัลของสต๊าฟเลย เท่าที่ดูรายชื่อสต๊าฟแล้วเรียกว่า "หรู" มากค่ะ ดูแล้วรู้สึกถึงคุณภาพได้ทันที ทั้งวิธีการให้มุมกล้อง ให้สี ภาพอะไรก็ดูเยี่ยมไปหมด (ถึงแม้ว่ามันจะไม่ค่อยขยับให้สมกับเป็นอนิเมก็ตามที) แต่ลายตาน่าดูเหมือนกันเพราะลักษณะเอฟเฟคทำเหมือน "Kankutsuou" เลยคนที่เป็นตัวเอกในการเดินเรื่องก็เท่ห์มากค่ะ ถ้าถามว่าอยากเก็บภาคไหนที่สุดคงต้องบอกว่าเป็นภาคนี้แหล่ะ ถ้าพูดถึงในแง่ของคุณภาพน่ะนะ แต่เรื่องเนื้อเรื่องนี่สิไม่ใช่นะคะ ไม่ใช่ว่าห่วยหรือน่าเบื่อ แต่เพราะมันเป็นเรื่องที่ข้าพเจ้าดูแล้วหดหู่ใจมากแต่พูดไปแล้วเดี๋ยว spoil หมดดูจนถึงจบแล้วน้ำตาซึมเหมือนกันแต่ร้องไม่ออก เพราะมันหดหู่ใจชะมัด โดยส่วนตัวเราไม่ชอบเลยไอ้เรื่องที่มีการกดขี่ทางเพศเนี่ย


 

ขอบ่นหน่อย (ช่วงนี้บ่นเยอะเหมือนกันนะ)
เมื่อวานตอนเลิกงานตั้งใจว่าจะไปซื้อกระเช้าของขวัญเพื่อเอาไปไหว้สวัสดีผู้ใหญ่ แล้วด้วยท่านพี่บอกว่าอยากจะไปซื้อเกมส์ที่ร้านที่ไปประจำซึ่งอยู่แถว ๆ สยาม เราก็เลยคิดว่างั้นไปซื้อกระเช้าที่ห้าง P ด้วยเลยแล้วกัน แล้วก็จะไปซื้อของเล็ก ๆ น้อย ๆ กันด้วย
เอาตามความเห็นนะ เมื่อก่อนตอนที่ห้างมันเปิดใหม่ ๆเราเดินเข้าไปเราค่อนข้างชอบที่ห้างนี้เพราะมันบริการดี สนใจลูกค้า แต่หลังจากที่เดินครั้งสุดท้ายเมื่อหลายเดือนก่อน กลับมาคราวนี้ ท่านเหล่าพนักงานเปลี่ยนไปค่ะท่าน รุ่นพี่เราจะซื้อเครื่องสำอางค์ชิ้นหนึ่ง เดินเข้าไปที่บู๊ธแล้วพนักงงานก็ยืนคุยกันเฉย รุ่นพี่ก็มองซ้ายมองขวา พนักงานก็ไม่สนใจยืนบิดไปบิดมาคุยกัน แต่มีบางคนที่ทำท่าส่งสายตาเหมือนกับว่า แกไปเด่ะ จนรุ่นพี่เราเดินไปหยิบของดูเอง เขาถึงเข้ามาถาม เป็นเพราะไม่รู้ว่าเขาจะมาซื้อของหรืออย่างไรไม่ทราบ

ครั้งที่สองเดินขึ้นไปชั้นเครื่องเขียน รุ่นพี่ซื้อสมุดโน๊ตเล่มหนึ่ง เดินเข้าไปถามพนักงานที่นั่งคุยกันอยู่ ซึ่งตอนหลังรุ่นพี่มาเล่าให้ฟังว่า พนักงานทำหน้าเหมือนบอกว่า ฉันกำลังคุยกันอยู่นะมาขัดทำไม แล้วแถมตอนที่เขายื่นบัตรเครดิตจ่ายแล้วเขาเดินกลับมาบอกว่าไม่ผ่าน รุ่นพี่บอกว่าเห็นหน้าเขาแล้วอึ้งไปเลย (แต่เอาไปใช้ที่อื่นมันก็ผ่านไม่มีปัญหาอะไร)

ครั้งที่สาม มาถึงตาข้าพเจ้า พอลงไปซื้อกระเช้าที่ซุปเปอร์มาร์เก๊ตที่อยู่ชั้นล่าง เดินเข้าไปเขาก็มีชั้นที่วางกระเช้าอยู๋มุมหนึ่ง มีบางส่วนติดราคา มีบางส่วนไม่ติดราคา ข้าพเจ้าก็พยายามมองหาพนักงานที่อยู่ใกล้ ๆ ก็ไม่เห็นมี แต่ด้วยว่าไม่ไกลนักมีเป็นแคชเชียร์คิดเงินอยู่เลย เลยถามหาพนักงานที่รู้เรื่องกระเช้า คนที่แคชเชียร์เขาก็มองหาคนอื่นส่งสายตาให้กัน แล้วก็เงียบไป ตอนแรกเราก็นึกว่าเขาคงรู้แล้ว รออยู่นานสองนานก็ไม่มีใครมา พยายามถามใหม่เขาก็ได้แต่ส่งสายตาไปทางอื่น ไม่รู้ว่าอยากให้ข้าพเจ้าทำอะไร จนมีพนักงานคนหนึ่งที่เดินอยู่นอกแคชเชียร์เดินมา เราก็เรียกเขา ดูเหมือนเขาก็ไม่ได้ยิน เราเดินเรียกตามเลย เขาก็ไม่ได้สนใจหรือไม่ได้ยินก็ไม่รู้นะ เขาเดินอ้อมแคชเชียร์ไปอีกด้านหนึ่งเราก็เรียกเสียงดังแล้วจนคนอื่น (ลูกค้า) เขาหันมามองเรา แต่ท่านพนักงานก็ยังไม่ได้ยินค่ะพอพนักงานที่แคชเชียร์ที่ข้าพเจ้าถามเป็นคนแรกเห็นข้าพเจ้าเริ่มเสียอารมณ์เลยหันไปบอกให้พวกพนักงานที่ยืนคุยกันหลังแคชเชียร์ออกมา (ในที่สุด) แต่พอถามราคาเขาบอกว่าต้องขอไปเช็คก่อน(ทำไมไม่ติดราคาไปเลยก็ไม่รู้นะ)ซึ่งตอนนั้นมันก็ 3 ทุ่มกว่าแล้ว เราข้าพเจ้าเลยคิดว่าอย่าเสียเวลาดีกว่า เพราะท่าทางของเหมือนกันไปซื้อที่อื่นยังจะได้ราคาดีกว่านี้เลย ถ้าช้าแล้วเดี๋ยวที่อื่นก็ปิดกันพอดี แล้วไม่รู้ว่าอีกนานหรือเปล่ากว่าท่านจะมาบอก เลยไปซื้อที่อื่นดีกว่า

นี่แหล่ะค่ะ เดี๋ยวนี้ห้างที่ขึ้นชื่อว่าหรูที่สุดของเมืองไทยยังบริการลูกค้าแบบนี้เลย หรือเป็นเพราะข้าพเจ้าแต่งตัวไม่ "หรู" พอก็ไม่รู้นะ แต่ขอบอกว่าเสียอารมณ์ไปบ้างเหมือนกัน แต่พยายามปลอบใจว่า มันก็ดึกแล้วนะ พอเขาคงคิดแต่เรื่องกลับบ้านกันแล้วแหล่ะ

แอ๊ะ กลายเป็นว่าเรื่องบ่นยาวกว่าเรื่องหัวซะอีก

 


 

>>คุณ tako0
ร้านที่เช่าอยู่เป็นร้านที่เขาอัดรายการทีวีมาจากที่ญี่ปุ่นค่ะ จะมาล่าช้ากว่าที่โน้นประมาณอาทิตย์ถึงสองอาทิตย์
พูดถึงร้านเช่าในเมืองไทยอยากให้มีเอาการ์ตูนมาลงเยอะ ๆ จัง บางทีไปถึงอยากดูการ์ตูนแต่ไม่มีที่อยากดูเลย รู้สึกอยากลงแดง

>>คุณ nunun
ไอ้สองเรื่องนี้กลายเป้นตำนานไปแล้วมั่งค่ะ เรื่องว่ามันยาวไม่จบซะที แต่คนก็ยังคงรออ่านอยู่
จริง ๆ แล้ว คำสาปฯ นี่มันน่าจะจบได้แล้วนะ อ่านตอนสุดท้ายตอนไหนนะ ตอนที่นางเอกไปเกาะครีตหรืออะไรนี่แหล่ะ แล้วทนต่อไปไม่ไหวแล้ว ก็รูปแบบเรื่องมันเป็นแบบเดียวกันหมดเลยนี่นะ

>>คุณผึ้งน้อยจัง
ข้าพเจ้าก็ตาลายมองเป็น tometo เหมือนกันค่ะ
ถ้ามันสามารถจบได้คงต้องมีการเลี้ยงฉลองแน่ แต่เท่าที่ดูยังไม่มีแววเลยนะคะเนี่ย

>>ฟูจัง
ข้าพเจ้าอ่านตอนอยู่ม.ต้นได้ รู้สึกเล่มที่อ่านครั้งแรกจะเป็นภาค 2 เล่ม 1-2 นี่แหล่ะค่ะ หลังจากนั้นเลยตามอ่านมาตลอด และติดมากอยู่ช่วงหนึ่งก่อนจะหมั้นไส้นางเอกมาก เพราะมันหาเรื่องให้โดนลักพาตัวได้ตลอดเลย (เริ่มไม่สุภาพ)ส่วนเรื่องหน้ากากแก้ว เพราะมันเป็นเรื่องแรก ๆ ที่เขียนทำนองนี้ถึงได้ดังขนาดนั้น แต่พอมาในปัจจุบัน เราจะรู้สึกว่าเรื่องมันเก่า ๆ เส้นแบบโบราณ ๆ น่าเสียดายนิด ๆ นะ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

เมื่อก่อนดูเรื่องเซย่า แต่ตอนนี้ก็ลืมไปหมดแล้วเหอๆ

#1 By pr@ew on 2007-01-18 10:42

เหมือนเคยอ่านเมื่อนานมาแล้วนะคะ ลายเส้นคุ้นๆ แต่อยากอ่านอีกจังเลย

#2 By nunun on 2007-01-18 11:45

ตอนเด็กๆสิ่งที่เกลียดที่สุดคือผี
ตอนพอโตขึ้นกับชอบดูหนังผีซะงั้น
มันไม่ใช่บ่นซะหน่อย
เป็นผมผมก็เอามาแฉเหมือนกัน
บริการแย่จัง(ทุกแผนกเลยนะนั่น)

#3 By \(●_●)/tako0 on 2007-01-18 15:18

อ่า หนังผีหรอคะ - -;;;;;;;;;
ไม่ว่าหนังหรืออนิเมมันก็ทำเราหลอนได้หมดเลย นั่งๆอยู่นึกขึ้นมาเองยังมีเลยค่ะ เพราะงั้นขอผ่าน
อะแหะ ห้างนี้ คุ้นๆแฮะ ที่เราเคยโดนไล่ตรงหน้านำพุรึเปล่าน้า แค่นั่งเฉยๆ ยกขาขึ้นลงเอง
อยากดูจังเลยค่ะ ฟูจังก็กลัว แต่ก็อยากดู (ความโชคร้ายของคนกลัวปี๋) ถ้าภาพสวยๆ ถึงหลอนก็ยอมค่า

ส่วนเรื่องบริการนี่ก็น่าโมโหนะคะ เป็นฟูจังคงบ่นแหลกเหมือนกัน พี่โทเมโกะก็ใจเย็นๆนะคะ ไปซื้อที่อื่นเย้ยโลดค่า (กรรม ยังงี้มันเรียกยุรึเปล่านี่ )

#5 By ฟูจัง~* on 2007-01-18 23:19